กางเกงยีนส์ขาสั้นทรงบอย

กางเกงทรงบอยขายาว ซึ่งฮอตมาระยะนึงแล้ว ก็ถึงเวลาของกางขาสั้นทรงบอยบ้าง ใส่กับเสื้อฮาวาย เสื้อลายโลโก้ รองเท้าผ้าใบทรงสูง บอกเลยว่า ชิคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

เสื้อฮาวาย

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เสื้อเชิ้ต แขนสั้น ลายฮาวายนั้น ช่วงนี้ฮอตฮิตสุดๆ ถึงขนาดที่ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นรุ่นจัดแน่นกันทุกสี ทุกลาย อาทิ ดอกไม้ สับปะรด ใบไม้ต่างๆ ต้นมะพร้าว นกฟรามิงโก้ คลื่นทะเล ฯลฯ สื่อถึงฤดูร้อนอันสดใส แสนสบาย เหมาะกับใส่ไปชิวริมทะเลหรือจะใส่เล่นในวันหยุดได้ไม่ว่ากันจ้า

แฟชั่น DIY

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงได้ยลโฉมรองเท้ารูปปลาอ้าปากหวอที่ขายกันเกลื่อนในทุกตลาดนัดกันไปแล้ว แต่ถ้านั่นยังไม่แปลกพอ เราขอพาคุณไปกับชมผลงาน DIY ของ Kyoto Ohata ที่ออกแบบมาเพื่อเอาใจสาวๆ ที่ต้องการเดินไปท่ามกลางฝูงนกพิราบโดยไม่ทำให้มันบินหนี

เพราะมันคือรองเท้าส้นสูงที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันนกพิราบเป๊ะ แถมยังมีสัดส่วนแบบ 1:1 ชนิดที่เจ้านกเองก็อาจไม่นึกสงสัยว่าของแปลกๆ ที่อยู่ตรงหน้ามันมันนั้นนกปลอมที่มนุษย์ทำหลอกขึ้นมา และยอมเข้ามากินอาหารใกล้ๆ อย่างไม่ระแวดระวังใดๆ

แฟชั่น DIY

แฟชั่น DIY

แฟชั่น DIY

เสื้อโค้ท 3 สไตล์สุดอินเทรนด์

ว่ากันว่าเดือนกุมภาพันธ์ คือ เดือนที่หนาวที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่าช่วงเวลาแห่งอากาศที่หนาวจัดก็ได้ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว อีกไม่กี่เดือนที่ญี่ปุ่นก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่อากาศเย็นสบายกำลังพอดี ครั้นจะมาใส่เสื้อโค้ทหนาเตอะไม่ก็ดูไม่อินเทรนด์ แถมยังร้อนเกินไปอีกต่างหาก คราวนี้ เราเลยจะพาสาวๆ ไปอัพเดทเทรนด์เสื้อโค้ทที่เหล่ากูรูแฟชั่นต่างลงความเห็นว่าจะต้องมาแรงสุดๆ ในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงนี้อย่างแน่นอน จะรอช้าอยู่ทำไมรีบไปอัพเดทเทรนด์ด้วยกันเลยดีกว่าค่ะ

เสื้อโค้ท

Trench Coat  เทรนช์โค้ทสไตล์ที่จะฮิตในซีซั่นนี้คือ เทรนช์โค้ทที่มีเนื้อผ้านุ่มพลิ้วไหว มีความยาวเหมือนเสื้อกาวน์ ในช่วงที่อากาศไม่หนาวมากอย่างฤดูใบไม้ผลิ ตอนที่หนาวก็เอาแขนเสื้อลง ตอนไหนที่อากาศอบอุ่นก็ถลกแขนเสื้อขึ้น เพียงแค่นี้ก็จะได้ลุกสไตล์ซัมเมอร์ได้ด้วยอีกต่างหาก จับคู่แมตช์กับกางเกงขาบานที่ฮิตสุดๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็จะได้ลุคดูเท่ห์แบบสบายๆ ไม่เป็นทางการจนเกินไปแล้วละค่ะ

เสื้อโค้ท

Denim Jacket  แจ็คเก็ตยีนส์เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมตช์ได้สารพัด จะใส่ไว้ใต้เสื้อโค้ทก็ดูดี พอเริ่มอากาศอุ่นขึ้นก็ใส่แค่แจ็คเก็ตยีนส์ข้างนอกตัวเดียวเลยก็ได้ ถ้าเป็นแจ็คเก็ตยีนส์แบบตัวสั้น แนะนำให้แมตช์กับกางเกงเอวสูง จะช่วยทำให้การแต่งกายท่อนล่างและบนดูได้สมดุลกันมากขึ้น ยิ่งถ้าเลือกแจ็คเก็ตยีนส์สีน้ำเงินเข้ม ก็จะช่วยพรางหุ่นทำให้ตัวดูเพรียวขึ้นได้อีกด้วยละค่ะ

เสื้อโค้ท

Oversize Jacket  แจ็คเก็ตในสไตล์สูทที่ให้ลุคดูภูมิฐานนั้น ในปีนี้ถูกจับเอามาปัดฝุ่นใหม่ให้ดูเป็นลุคแคชชวล เพียงแค่ถลกแขนเสื้อขึ้นก็สามารถเปลี่ยนลุคได้ทันตาเห็น เป็นแจ็คเก็ตที่อยากแนะนำให้มีติดตู้เอาไว้มากที่สุดประจำฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงนี้เลยค่ะ อย่าลืมเลือกแบบที่มีกระเป๋าตรงเอว เพราะเป็นดีไซน์ที่มาแรงที่สุดในปีนี้เลยนะ

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ สมุนไพรเทพแห่งการรักษาโรค

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ สมุนไพรเทพแห่งการรักษาโรค

 


สมุนไพรยอดฮิตที่เป็นที่นิยมและคุ้นเคยในประเทศไทยคงหนีไม่พ้นว่านหางจระเข้ ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล ว่านหางจระเข้เป็นพืชสีเขียวที่มีใบหนาอ้วน เมื่อผ่าใบออกแล้วจะพบส่วนที่เป็นเนื้อวุ้นใส ๆ
ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญต่อกระบวนการเติบโตและการทำงานอย่างสมบูรณ์ของร่างกาย ได้แก่ แร่ธาตุ วิตามิน เอนไซม์ น้ำตาล ลิกนิน (Lignin)
ซาโปนิน แอนทราควิโนน กรดอะมิโน กรดไขมัน และกรดซาลิซิลิก (Salicylic Acid)

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง

ว่านหางจระเข้สามารถบรรเทาอาการของโรคผิวหนังหลากหลายชนิด ดังนี้

แผลไหม้พุพอง แผลพุพองจากความร้อนที่ไม่ร้ายแรง แผลที่เกิดจากการทำครัว เช่น น้ำมันลวก น้ำร้อนลวก สามารถบรรเทาได้ง่าย ๆ ด้วยว่านหางจระเข้ โดยเอนไซม์แบรดดีไคเนส (Bradykinase)
ในว่านหางจระเข้จะช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่บริเวณเนื้อเยื่อของแผล ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในบริเวณที่เกิดการไหม้ และแม้จะเป็นแผลที่ง่ายต่อการติดเชื้ออย่างแผลพุพอง ก็วางใจได้เพราะว่านหางจระเข้มีกรดซาลิซิลิกคอยยับยั้งแบคทีเรีย และช่วยสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ ส่วนลิกนินในว่านหางจระเข้ก็เร่งกระบวนการเยียวยาแผลโดยเพิ่มการไหลเวียนของออกซิเจนและสารอาหารในเส้นเลือดของผิวหนังไปยังแผลได้ดีขึ้น

โรคเริมที่อวัยวะเพศ โรคเริมเป็นโรคจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV) ที่มักทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง ปาก และอวัยวะเพศ ลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส ๆ
จากนั้นจะแตกออกและอักเสบจนเกิดแผลเจ็บแสบ โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนผสมจะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ดี เพราะมีสารพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)
มีหน้าที่ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ยับยั้งเชื้อโรคและลดการอักเสบของโรคihatejjredick.com

โรคต่อมไขมันอักเสบ อาการคัน ผื่นแดง เป็นรังแคบนหนังศีรษะ หรือบริเวณที่มีความมันอย่างใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลังจากต่อมไขมันอักเสบหรือที่คนไทยติดปากเรียกกันว่าโรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis)
ก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่ทางวิทยาศาสตร์พบว่าว่านหางจระเข้ช่วยบรรเทาอาการได้เป็นอย่างดี โดยตัวยาที่มีว่านหางจระเข้เป็นส่วนประกอบให้ประสิทธิภาพการรักษาถึงร้อยละ
58 นอกจากนี้ยังพบว่าว่านหางจระเข้ช่วยลดความแห้งหลุดร่วงของผิวหนังที่อักเสบไปในตัวได้ด้วย เนื่องจากมีสารโครโมนซี-กลูโคซีล (C-glucosyl Chromone)
ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ และสารชนิดอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่ช่วยรักษาผิวหนังที่แห้งหรือเป็นผื่น และทำให้ผิวแข็งแรงสุขภาพดีขึ้น เช่นพอลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides)
เอนไซม์แบรดดีไคเนส (Bradykinase) จิบเบอเรลลิน (Gibberellins) และกลูโคแมนแนน (Glucomannan)

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการลดระดับน้ำตาลและภาวะไขมันในเลือดสูง

ว่านหางจระเข้ไม่เพียงมีประโยชน์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมน้ำตาลและไขมันในเลือด งานวิจัยหนึ่งได้แบ่งคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะน้ำตาลและไขมันในเลือดสูงออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับแคปซูลว่านหางจระเข้ทุก ๆ 12 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 เดือน ส่วนอีกกลุ่มจะได้รับยาหลอกที่ไม่มีผลใด ๆ ต่อการรักษาในปริมาณเดียวกัน พบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือด ระดับไขมันในเลือด รวมถึงระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดลดลงซึ่งงานวิจัยนี้ศึกษาถึงผลของสารอะซีแมนแนน (Acemannan) ในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด สารนี้เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระไฟโตสเตอรอล
ซึ่งนักวิจัยได้ทดลองกับหนูที่เป็นเบาหวานแล้วพบว่าไฟโตสเตอรอลจากว่านหางจระเข้มีส่วนช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดและภาวะไวต่ออินซูลินในหนูที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 หากมีงานวิจัยที่ชัดเจนขึ้น
ว่านหางจระเข้อาจเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยในการช่วยลดระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ในการลดภาวะซึมเศร้า

ว่านหางจระเข้สามารถบรรเทาความหดหู่และความเศร้าได้ เพราะในว่านหางจระเข้มีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าทริปโตแฟน (Tryptophan) อันเป็นสารตั้งต้นของเซเรโทนิน (Serotonin)
ที่ช่วยป้องกันความเศร้าและความกังวล และดีท็อกซ์สารพิษที่ตกค้างในร่างกายมาเป็นเวลานาน ซึ่งนักวิจัยได้ยืนยันว่าการขับสารพิษในร่างกายนี้จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิต โดยล่าสุดมีการวิจัยทดสอบให้หนูอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง เช่น การตกน้ำหรือติดอยู่บนเพดาน จนเกิดอาการซึมเศร้า การวิจัยพบว่าหนูที่ได้กินว่านหางจระเข้เกิดภาวะซึมเศร้าน้อยกว่าหนูที่ไม่ได้รับ อย่างไรก็คงต้องรอลุ้นกันต่อไปในอนาคตว่าจะมีการทดสอบ
น่าเชื่อถือรองรับว่าว่านหางจระเข้ใช้ลดภาวะซึมเศร้าในคนได้หรือไม่

สตรอเบอร์รี่ นานาประโยชน์จากผลไม้ยอดนิยม

 

สตรอเบอร์รี่ นานาประโยชน์จากผลไม้ยอดนิยมสตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคสตรอเบอร์รี่อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านต่าง ๆ เช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิต ป้องกันโรคเบาหวานและโรคมะเร็ง

คนนิยมบริโภคสตรอเบอร์รี่เพราะมีรสชาติอร่อยแบบเปรี้ยวอมหวาน และยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ ไฟเบอร์ วิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม แมงกานีส และสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin)
ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 25 ชนิดอีกด้วย สตรอเบอร์รี่สดปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 32 แคลอรี่ ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำ 91 เปอร์เซ็นต์ คาร์โบไฮเดรต 7.7 เปอร์เซ็นต์ โปรตีน 0.7 เปอร์เซ็นต์ และไขมัน 0.3 เปอร์เซ็นต์ โดยนิยมนำมารับประทานแบบผลสดและแบบแปรรูป เช่น แยม เจลลี่ น้ำปั่น ไอศกรีม และขนมหวานต่าง ๆ

ความเชื่อและข้อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

ป้องกันโรคเบาหวาน สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำแต่มีสารอาหารเป็นประโยชน์มากมาย หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคสตรอเบอร์รี่อาจเป็นผลดีต่อร่างกายและช่วยต้านโรคบางชนิดได้ ทั้งนี้
มีงานวิจัยบางส่วนที่ศึกษาประสิทธิผลของสตรอเบอร์รี่กับสารอินซูลินแล้วพบว่า สตรอเบอร์รี่อาจช่วยลดระดับน้ำตาลและกระตุ้นการทำงานของอินซูลินซึ่งอาจป้องกันโรคเบาหวานได้

มีงานวิจัยหนึ่งให้ผู้ทดลองที่มีน้ำหนักตัวมากและอยู่ในภาวะอ้วนบริโภคสารโพลีฟีนอลที่สังเคราะห์มาจากสตรอเบอร์รี่และแครนเบอร์รี่ปริมาณ 333 มิลลิกรัม หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์พบว่า
สารดังกล่าวอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของอินซูลินในร่างกายผู้ทดลองได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่ให้ผลลัพธ์ว่า การบริโภคเครื่องดื่มจากสตรอเบอร์รี่อาจช่วยลดระดับน้ำตาลและอินซูลินในร่างกายโดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงงานทดลองถึงการลดระดับน้ำตาลในเลือดเท่านั้น ไม่ได้ค้นคว้าด้านการป้องกันโรคเบาหวานโดยตรงแต่อย่างใด ดังนั้น อาจต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป เพื่อนำผลการทดลองที่ได้มาปรับใช้ในอนาคต

ลดคอเลสเตอรอล เนื่องจากสตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปราศจากไขมันคอเลสเตอรอล เครื่องดื่มและอาหารเสริมมากมายจึงมักกล่าวอ้างสรรพคุณของสารสกัดจากสตรอเบอร์รี่ว่าใช้ลดคอเลสเตอรอลได้ ทั้งนี้
มีงานวิจัยหนึ่งให้ผู้ทดลองที่มีภาวะอ้วนบริโภคผงสตรอเบอร์รี่ที่เทียบเท่ากับสตรอเบอร์รี่แห้งปริมาณ 160 กรัม วันละ 2 ครั้ง ซึ่งผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายผู้ทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญอีกงานวิจัยหนึ่งที่ให้ผู้ทดลองซึ่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงบริโภคเครื่องดื่มสตรอเบอร์รี่ที่ประกอบไปด้วยสตรอเบอร์รี่แห้ง 10 กรัม เป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับคอเลสเตอรอลลดลงเช่นกัน

 

แม้ผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านี้จะชี้ว่า สตรอเบอร์รี่อาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ แต่การทดลองดังกล่าวเป็นเพียงการศึกษาในกลุ่มทดลองขนาดเล็กเท่านั้น จึงยังไม่สามารถสรุปผลได้ว่าสตรอเบอร์รี่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้จริง ดังนั้น จึงควรศึกษาจากงานวิจัยขนาดใหญ่เพิ่มเติมต่อไป เพื่อยืนยันประสิทธิผลของสตรอเบอร์รี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลดระดับความดันโลหิต มีความเชื่อว่าสารต่าง ๆ ในสตรอเบอร์รี่อาจช่วยปรับระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้

มีงานวิจัยหนึ่งเผยว่า ผู้ที่ได้รับสารแอนโทไซยานินปริมาณมากจากบลูเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ อาจเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงน้อยลง 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้ทดลองที่รับสารดังกล่าวน้อยกว่า
โดยสารแอนโทไซยานินจากบลูเบอร์รี่และสตรอเบอร์รี่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง จึงอาจช่วยให้ระบบหมุนเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ด้วย

เช่นเดียวกับอีกหนึ่งงานวิจัยที่ให้ผู้ทดลองบริโภคเครื่องดื่มจากผงสตรอเบอร์รี่แห้งปริมาณ 25 กรัมทุกวัน หลังจากผ่านไป 6 สัปดาห์ พบว่าผู้ทดลองมีความดันโลหิตไดแอสโตลิคซึ่งเป็นค่าความดันโลหิตในหลอดเลือดแดง ขณะหัวใจคลายตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยดังกล่าวมีขนาดเล็ก และยังใช้สารสกัดจากผลไม้ชนิดอื่นมาทดลองร่วมกับสตรอเบอร์รี่ด้วย ดังนั้น ผลลัพธ์จากงานวิจัยเหล่านี้จึงไม่สามารถยืนยันสมมติฐานที่ว่าการบริโภคสตรอเบอร์รี่อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ ควรค้นคว้าหาหลักฐานอื่น ๆ ที่แน่ชัดมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ผลลัพธ์จากงานวิจัยบางชิ้นกล่าวว่า สตรอเบอร์รี่อาจลดการเกิดโรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ จึงอาจทำให้หลายคนเชื่อว่า
การบริโภคสตรอเบอร์รี่อาจลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า ผลไม้จำพวกเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานินที่อาจรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่นเดียวกับงานวิจัยขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งที่เผยว่า การบริโภคสตรอเบอร์รี่อาจลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้

แม้ผลการค้นคว้าดังกล่าวจะพบว่าสตรอเบอร์รี่อาจลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ของการเกิดโรคหัวใจได้ แต่งานวิจัยบางชิ้นทดลองด้วยการใช้สารของเบอร์รี่หลายชนิดด้วยกัน จึงอาจต้องศึกษาทดลองเพิ่มเติมโดยใช้สารแอนโทไซยานินจากสตรอเบอร์รี่เพียง อย่างเดียว เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านดังกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ป้องกันมะเร็ง สตรอเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซีและสารกลุ่มแอนโทไซยานิน หลายคนจึงเชื่อว่าสตรอเบอร์รี่อาจรักษาและป้องกันโรคร้ายอย่างมะเร็งได้ ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผลไม้จำพวกเบอร์รี่อาจช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และป้องกันมะเร็งบางชนิดได้

นอกจากนี้ มีงานวิจัยชิ้นอื่นที่เผยว่า สตรอเบอร์รี่อาจมีฤทธิ์ต้านการก่อตัวของเนื้องอกมะเร็งช่องปากในสัตว์ทดลองและมะเร็งตับในตัวอย่างเซลล์มนุษย์ได้
อย่างไรก็ตาม การวิจัยบางส่วนเป็นเพียงการทดลองจากเบอร์รี่หลายชนิด และเป็นการทดลองในสัตว์หรือในเซลล์ตัวอย่างเท่านั้น ดังนั้น การยืนยันสมมติฐานในด้านนี้อาจต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมากขึ้น

ข้อควรระวังในการบริโภคสตรอเบอร์รี่ blogmichaelpagecl.com

การบริโภคสตรอเบอร์รี่ในรูปแบบอาหารอาจไม่ก่อให้เกิดโทษใด ๆ หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนการบริโภคเพื่อหวังผลการรักษาทางการแพทย์นั้น ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะยืนยันผลลัพธ์และความปลอดภัยของผู้ป่วยได้

แม้สตรอเบอร์รี่อาจมีประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป หรือบริโภคระหว่างที่มีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ก็อาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มบุคคลต่อไปนี้ควรระมัดระวังในการบริโภคสตรอเบอร์รี่เป็นพิเศษและต้องค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรศึกษาทดลองประสิทธิภาพของสตรอเบอร์รี่ในมนุษย์ด้วย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์สูงสุดในทางการแพทย์

ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
การบริโภคสตรอเบอร์รี่ในรูปแบบอาหารค่อนข้างปลอดภัย แต่ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารเสริมหรือใช้เป็นยา เพราะยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ชัดเจนในด้านนี้

ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย
ควรระมัดระวังด้านปริมาณในการบริโภคสตรอเบอร์รี่ เพราะหากรับประทานปริมาณมาก อาจเสี่ยงทำให้เลือดออกนานขึ้น หรือเสี่ยงเกิดรอยช้ำได้

ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด
ห้ามบริโภคสตรอเบอร์รี่หรืออาหารเสริมสตรอเบอร์รี่ปริมาณมากก่อนผ่าตัด เพราะสตรอเบอร์รี่อาจมีผลชะลอการแข็งตัวของเลือด และอาจทำให้เลือดออกมากขึ้นทั้งในระหว่างและหลังการผ่าตัด

เด็กเล็ก อาจเสี่ยงเผชิญอาการแพ้จากสตรอเบอร์รี่ซึ่งเกี่ยวข้องกับสารแอนโทไซยานิน ดังนั้น หากเด็กหรือผู้ใดบริโภคสตรอเบอร์รี่แล้วปรากฏอาการแพ้ เช่น บวมบริเวณริมฝีปาก ใบหน้า ลิ้น และลำคอ ปวดหัว คันปาก เป็นผื่น หรือหายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

เรอบ่อย สัญญาณของโรคร้าย ?

เรอ (Belching) เป็นปฏิกิริยาของร่างกายในการขับลมออกจากกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหารออกทางปาก ทำให้เกิดเสียงที่เกิดจากสั่นของหูรูดหลอดอาหารและมีกลิ่นของอาหารที่ได้บริโภคและยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไปและทำให้กระเพาะอาหารพองตัว ซึ่งการเรอเป็นการขับลมออกเพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร

สาเหตุของการเรอบ่อย

สาเหตุที่ทำให้เรอหรือเรอบ่อย เกิดจากการมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ ซึ่งการที่มีลมมากกว่าปกติมาจากสาเหตุหลายประการ ที่พบบ่อย ได้แก่ รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มมากเกินไป โดยเฉพาะน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม การเรอไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีลมมากเกินไปเท่านั้น แต่อาจมาจากอาการไม่สบายท้องที่เกิดจากสาเหตุอื่น อาจเป็นเพราะปัจจัยดังต่อไปนี้

การกลืนลม (Aerophagia) เป็นการกลืนอากาศเข้าไปทั้งที่เจตนาและไม่ได้เจตนา โดยการกลืนลมในปริมาณมากสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมต่อไปนี้ เช่น
รับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มเร็วเกินไป
รับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
เคี้ยวหมากฝรั่ง
ดื่มน้ำจากหลอดดูด
สูบบุหรี่
ใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดี
เกิดความวิตกกังวล
หายใจลึก ยาว หรือเร็วกว่าปกติ
ดูดนม เช่น เด็กอ่อนที่กินนมแม่
การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบางชนิดทำให้เรอบ่อยขึ้น เช่น
น้ำอัดลม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
อาหารที่มีแป้ง น้ำตาล หรือไฟเบอร์สูง
อาหารที่ทำมาจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด
ถั่ว
บรอกโคลี
หัวหอม
กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
กล้วย
ลูกเกด
ขนมปังโฮลวีท
การมีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น
ดื่มกาแฟ (สารคาเฟอีน)
ปัญหาด้านอารมณ์ จิตใจ และความเครียด
มีอาหารตกค้างในกระเพาะอาหารมาก จากน้ำย่อยอาหารไม่เพียงพอ เช่น กินอาหารมากเกินไป
การใช้ยาบางชนิด เช่น
ยาอะคาร์โบส (Acarbose) เป็นยารักษาเบาหวาน ชนิดที่ 2
ยาระบาย เช่น ยาแลคตูโลส (Lactulose) และยาซอร์บิทอล (Sorbitol)
ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยานาพรอกเซน ยาไอบูโพรเฟน และยาแอสไพริน โดยการใช้ยาแก้ปวดในปริมาณมากอาจทำให้กระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้เรอบ่อย
โรคประจำตัว ที่อาจทำให้มีอาการเรอบ่อย ได้แก่
โรคกรดไหลย้อน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคกระเพาะอาหารหรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร
ภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งอยู่ในอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบ
ภาวะการดูดซึมฟรุกโตสหรือซอร์บิทอล (Sorbitol) ที่ผิดปกติ คือไม่สามารถย่อยน้ำตาลฟรุกโตสหรือซอร์บิทอลได้
โรคติดเชื้อเอชไพโลไร (H.pylori) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร
สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้น้อย เช่น
โรคเซลิแอค (Celiac Disease) หรืออาการแพ้กลูเตนในอาหารที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมปัง
โรคตับอ่อนทำงานบกพร่อง ทำให้ขาดน้ำย่อยที่ใช้ในการย่อยอาหาร
Dumping Syndrome เป็นภาวะที่กระเพาะอาหารย่อยอาหารและส่งไปยังลำไส้เร็วเกินไปก่อนที่อาหารจะถูกย่อย
เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์ ?

โดยปกติอาการเรอมักจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่น่ากังวลและสามารถหายไปได้เองโดยที่ไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเรอบ่อยและเรอมากกว่าปกติ หรือมีนิสัยในการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงหากพบว่ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์ทันที

ปวดท้องรุนแรงหรือปวดไม่หาย ท้องเสีย อุจจาระเปลี่ยนสี หรืออุจจาระบ่อย อุจจาระปนเลือด น้ำหนักตัวลด เจ็บหน้าอก
แพทย์จะตรวจวินิจัยโดยการสอบถามประวัติและอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมไปถึงตรวจร่างกายและอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์ช่องท้อง ตรวจเอมอาร์ไอ (MRI) ซีทีสแกน (CT-scan) อัลตราซาวด์ หรือตรวจความผิดปกติในการย่อยอาหาร

อาการเรอหรือเรอบ่อย สามารถบรรเทาได้อย่างไร?ihatejjredick.com

เรอที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไปไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา แต่หากพบว่าเรอบ่อยหรือมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของระบบย่อยอาหารที่ผิดปกติ ในกรณีนี้จึงควรไปพบแพทย์ โดยการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ

อย่างไรก็ตาม การเรอที่เกิดขึ้นทั่วไปจากลมที่มีมากในกระเพาะอาหารและลำไส้ สามารถบรรเทาได้ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมการรับประทานและพฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่าง

รับประทานอาหารและดื่มเครื่องดื่มให้ช้าลง จะช่วยลดการกลืนอากาศให้น้อยลงได้
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพร้อมกับคุยไปด้วย
ดื่มน้ำให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก
หลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลแลคโตส สารให้ความหวานซอร์บิทอล หรือฟรุกโตส ซึ่งอาจทำให้การย่อยอาหารผิดปกติสำหรับบางคน
หลีกเลี่ยงผักหรือผลไม้บางชนิด เช่น ถั่ว กะหล่ำปลี หัวหอม แครอท แอปริคอท ลูกพรุน บรอกโคลี หัวหอม กะหล่ำดอก กล้วย ลูกเกด ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่ทำจากโฮลเกรนหรือธัญพืชเต็มเมล็ด ซึ่งบางคนจะย่อยได้ยากและทำให้เกิดก๊าซมาก
อาจรับประทานโยเกิร์ตแทนดื่มนม เพราะพบว่าบางคนที่รับประทานโยเกิร์ตแทนการดื่มนมจะทำให้เกิดก๊าซน้อยกว่า เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในโยเกิร์ตได้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่ทำให้เกิดปัญหาในการย่อยสำหรับบางคนได้บางส่วน
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม เพราะขณะที่กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม จะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะทำให้กลืนอากาศเข้าไปมากกว่าปกติ
ตรวจสอบฟันปลอม เพราะหากฟันปลอมที่ใส่อยูไม่พอดี อาจทำให้ต้องกลืนอากาศเข้าไปมากเวลารับประทานอาหารและดื่มน้ำ
หลีกเลี่ยงความเครียด ความวิตกกังวล
รักษาด้วยการซื้อยาที่จำหน่ายที่ร้านขายยา

รักษาอาการจุกเสียดแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอกด้วยยาลดกรดและยาช่วยขับลมที่สามารถซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เช่น ยาไซเมทิโคน (Simethicone) หรือถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoa)
อาหารเสริมเอนไซม์ เช่น Alpha-D-Galactosidase สามารถช่วยย่อยน้ำตาลในผักและธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งย่อยได้ยากหรือทำให้เกิดก๊าซมาก
ผู้ที่มีปัญหาการย่อยอาหารที่ผิดปกติจากภาวะตับอ่อนบกพร่อง สามารถรับประทานเอนไซม์จากตับอ่อนเสริมพร้อมอาหารเพื่อเพิ่มเอนไซม์ที่ขาดหายไปได้
ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อาจจำเป็นต้องรักษาโดยแพทย์และใช้ยาตามแพทย์สั่ง รวมไปถึงการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย

ส่องแฟชั่น ‘เพลง ชนม์ทิดา’

เข้าสู่วงการและเริ่มมีผลงานมาให้ได้เห็นกันอย่างต่อเนื่องกับสาว “เพลง ชนม์ทิดา” ที่ไม่ว่าจะเรื่องร้องเพลง หรือด้านการแสดง บอกเลยว่าไม่เป็นรองใคร แถมยังมีใบหน้าเก๋ๆ พร้อมกับหุ่นสุดแซบอีกด้วย และวันนี้เราจะพาสาวๆ มาส่องไอเดียแฟชั่นการแต่งกายของเธอคนนี้กันจ้า ไม่ธรรมนะ ขอบอก มีทุกลุคเลยจริงๆ พร้อมแล้วมาส่องกันเลยดีกว่า งานดีอะ

แฟชั่น

แฟชั่น

แฟชั่น

แฟชั่น

แฟชั่น

แฟชั่น

 

10 สไตล์การแต่งตัวรับหน้าร้อน มีอะไรบ้าง?

แฟชั่นหน้าร้อน หรือ แฟชั่นต้อนรับซัมเมอร์ที่ใกล้มาถึงในอีกไม่ช้า เชื่อว่าสาวๆ จะต้องรีบงัดเสื้อผ้าในตู้

ออกมาวางเรียงรายเพื่อเตรียมมิกซ์แอนด์แมทช์อย่างสนุกสดใส อยากเผ็ชแซ่บ เปรี้ยวซี๊ดสะใจ หรือแต่งลุคสบายๆ น่ารักก็เลือกแต่งได้เลยตามชอบ

1.Sport bra แฟชั่น เดี๋ยวนี้สาวๆ ก็ฮิตกันนะ ใส่ได้ทั้งออกกำลังกายและใส่ไปเที่ยวทะเล โดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์ใกล้จะถึงแบบนี้ สาวสปอร์ตเกิร์ลห้ามเว้นเด็ดขาด !

2.สไตล์การแต่งตัวแบบ Two Layer ที่มาแรงตลอดทั้งปี ไม่หยิบมาใส่ต้อนรับซัมเมอร์ ถือว่าพลาดแรง !!

3.ลุคสบายๆ คลายร้อนต้อนรับซัมเมอร์ได้ดี๊ดี ต้องลุคนี้เลยจ้า เสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงยีนส์ขาสั้น และรองเท้าผ้าใบสีขาว ตัดกันลงตัวเป๊ะ !

4.เสื้อกล้ามสีขาวตัวบางเบา กับหมวกสานปีกกว้างสวยๆ ลุคคลายร้อนที่สาวๆ ต้องลองจ้า

5.น่ารักชิคๆ ไปกับชุดเดรสสีสันแซ่บสะท้านทรวง

6.แมทช์กางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อสีขาวฉลุลายทั้งตัว ให้อารมณ์สาวหวานฟรุ้งฟริ้ง

7.แนวเท่ๆ ชิคๆ ต้องลุคนี้เลย

8.แซ่บและเผ็ชดุมากๆ กับลุคนี้ เดรสสั้นเข้ารูป มองแล้วเซ็กซี่ที่สุด

9.เดรสสายเดี่ยวคล้องคอ ต้อนรับซัมเมอร์ได้แบบถึงใจ เห็นที่ไหน แซ่บที่นั่น

10.ลุคที่จะแต่งต้อนรับซัมเมอร์ ไม่ต้องเล่นสีสันฉูดฉาดเสมอไปก็ได้เนอะ เดรสสั้นสีดำเรียบๆ แบบนี้ก็เอาอยู่เหมือนกัน

สายเดี่ยวซาติน

รวมไอเดีย สายเดี่ยวซาติน ใส่แล้วมันก็จะอินกับความเซ็กซี่หน่อยๆ
แจกความเซ็กซี่กันหน่อยยย ด้วยแฟชั่นที่เซ็กซี่เบาๆกับ ‘สายเดี่ยวผ้าซาติน’ หากเป็นผ้าซาตินเป็นผ้าที่ใส่สบายๆ ลื่นๆหน่อย เหมาะกับใส่ในวันที่สบาย อยากชิว จะใส่ยังไงก็สวยปัง หรือจะแมทช์เข้ากับอะไรก็ดูดี ไม่ว่าจะเลือกเป็นเดรสสายเดี่ยว หรือจะใส่คู่กับขาสั้นขายาวได้หมด ใครชอบใส่แบบไหนก็จัดไปกันตามสะดวก ตามมาดูแฟชั่นที่เซ็กซี่เบาๆกันดีกว่า ว่าจะแซ่บขนาดไหน

สายเดี่ยวซาติน

สายเดี่ยวซาติน

สายเดี่ยวซาติน

สายเดี่ยวซาติน

สายเดี่ยวซาติน